เรื่องในคืนนี้ไม่เคยเกิดขึ้นนะ
ฮืออ หลังจากติ่งมานานมาแล้วหาทางออกไม่ได้ ก็เลยตัดสินใจไปให้สุดค่ะ จริง ๆ ตั้งใจจะเขียนเก็บไว้อ่านเอง แต่ไม่รู้ว่าคนอื่นในด้อมมีฟีลเดียวกันมั้ยที่คิดถึงกึมจากับฮีแจซะจนไม่เป็นอันทำอะไร ก็ถ้ามีก็อ่านได้นะคะ แต่ถ้าไม่จะข้ามก็ได้ เพราะนี่เป็นแฟนฟิคภาษาไทยเรื่องแรกที่เขียนเลย ดีไม่ดียังไงติชมได้หมดนะ พร้อมรับ 555
ขอขอบคุณเรื่อง Hyena ทีมงาน นักแสดง และแน่นอน กึมจากับฮีแจของเราที่ทำให้ด้อมนี้เกิดขึ้น
สุดท้ายนี้ขอขอบคุณทุกคนในด้อม ซอนแบนิมทุกท่านที่ส่ง GIF มาเพิ่มความติ่งทุกวี่ทุกวัน เพื่อน ๆ คุย และนักแปลฟิคคนเก่งที่ทำให้ด้อมนี้ยังมีชีวิต ขอบคุณมาก ๆ เลยค่ะ
Note: เรื่องนี้เล่าขยายฉากสุดท้ายใน Hyena EP8 นะคะ ทั้งเนื้อเรื่อง บท และตัวละคร ไม่ได้เป็นของผู้เขียนค่ะ
ทุกอย่างเริ่มขึ้นที่การประชุมในเวลาใกล้เลิกงาน และคำถามง่าย ๆ เพียงหนึ่งคำถามจากชายแปลกหน้า
"มีธุระอะไรรึเปล่าครับ" ยุนฮีแจถามกลับ เมื่อชายชราสวมเสื้อโค้ทสีเทาเกรอะฝุ่นถามหาทางไปห้องทำงานของเธอ เขารู้ว่าไม่สุภาพนักที่จะมองใครสักคนจากหัวจรดเท้าเช่นที่เขาเพิ่งทำ แต่เขาอดไม่ได้ เพราะชายผู้นี้ถามหาสิ่งที่ค่อนข้างพิเศษสำหรับเขา แน่ล่ะ เขาบอกทางไป แม้จะไม่ไว้ใจ แต่จีอึนก็อยู่ที่นั่น และเขาก็อยู่ไม่ไกลนัก หากเกิดเรื่องขึ้นจริง เธอจะไม่ได้เผชิญมันลำพังแน่นอน
แต่ก็นะ เขากลับสลัดเรื่องนี้ออกจากหัวไม่ได้ พอทนายบูเจอแฟ้มงานของจองกึมจาติดมา เขาจึงรีบคว้ามันไว้และอาสาเอาไปคืนให้เธอด้วยตัวเองอย่างไม่ลังเล เป็นข้ออ้างที่แนบเนียนเสียจริง เขาคิด
นั่นแหละ เขาจึงมายืนอยู่ ณ จุดนี้
อึ้งกิมกี่อยู่หน้าห้องทำงานเธอ ในมือถือแฟ้มข้อมูล ข้าง ๆ มีจีอึน ต่างคนต่างประหลาดใจกับสิ่งที่เพิ่งได้ยิน
ไปให้พ้นหน้าฉันเดี๋ยวนี้ งั้นเหรอ
เขาไม่เคยเห็นเธอสติแตกมาก่อน จะขณะอยู่ในศาลหรือต่อให้ถูกต้อนจนจนมุม เธอก็ยังสงบและดูทรงอำนาจ บางครั้งก็โกรธแหละ เขาดูออก ดูออกหลายครั้งแล้วด้วย แต่ไม่เคยสติหลุดแบบนี้เลยสักครั้ง เขาถึงได้แต่นิ่งอึ้ง ลังเลว่าจะวิ่งเข้าไปดีหรือไม่ เกิดอะไรขึ้น เธอเป็นอะไรไหม คำถามมากมายประเดประดัง สมมติฐานมากมายตามมา ความเป็นไปได้อีกตั้งไม่รู้เท่าไหร่
ขณะยังอยู่ในภวังค์ความสับสน ชายแปลกหน้าผู้นั้นก็เดินออกมาจากห้อง ก่อนประตูจะปิดลง เขามองเข้าไปในห้องแวบหนึ่งเพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าเธอยังอยู่ดี ถ้าทางกายคงไม่น่าห่วง เพราะจากที่เห็นเธอยังยืนอยู่ตรงนั้น ฮีแจจึงโค้งตัวตอบกลับชายแปลกหน้าตามมารยาทและมองดูเขาเดินจากไป ฝังกลบความไม่พอใจเล็ก ๆ กับสิ่งที่ชายผู้นั้นทำภายใต้ความนิ่งเฉย ต่อเมื่อหันกลับมามองประตูห้องของเธอ แววตาเขาจึงวาบวามไปด้วยความกังวล ยังไม่แน่ใจนักว่าควรจะเข้าไปดีหรือไม่
อาจจะดี
เขาก้าวไปด้านหน้า
หรือ อาจจะไม่
เขาก้าวกลับมา
สิ่งหนึ่งที่เขาเรียนรู้จากจองกึมจา เธอไม่ชอบให้ใครเห็นด้านที่อ่อนแอ สิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะทำให้เธอเสียศูนย์ไม่น้อย คงจะดีกว่าถ้าเขาจะถอยห่างออกมาก่อน ให้เวลาเธอสักนิด ให้เธอได้อยู่กับตัวเอง
ดึกแล้ว สำนักงานร้างผู้คน อย่างน้อยก็เกือบจะ
เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้า มองนาฬิกาข้อมือซ้ำแล้วซ้ำอีก เขาให้เวลาเธอมากพอหรือยังนะ หรือเธอต้องการเวลามากกว่านี้ ใครจะไปรู้ถ้าไม่ใช่ตัวเธอเอง เขาแกล้งทำเป็นงานยุ่ง จดโน่นจดนี่ลงบนสมุด ดื่มกาแฟแก้วแล้วแก้วเล่า แต่ใจเขาน่ะเหรอ ลอยไปห้องตรงข้ามตั้งนานแล้ว
จากตรงนี้ ดีที่เขายังมองเห็นเธอ ขอบคุณสวรรค์ที่เธอไม่ดึงม่านลง เธอนั่งอยู่บนโซฟายาวแบบนั้นมาหลายชั่วโมงแล้ว ไม่ขยับเขยื้อน ยังกับเป็นรูปปั้นไปแล้วอย่างนั้นแหละ เขาเคยคิดไปว่าถ้าได้เห็นเธอในสภาพแบบนี้ แบบที่ว่าเหมือนราชินีตกบัลลังก์ เขาจะมีความสุขมากขนาดไหน ณ ตอนนั้น เขาบอกตัวเองว่าเขาคงจะดีใจมาก ว่าเขาคงจะกระหยิ่มยิ้มย่องไปกับทุก ๆ นาทีที่เธอร่วงหล่นลงสู่ก้นเหวลึก เขาพยายามอย่างหนักให้ตัวเองเชื่อแบบนั้น เพื่อปฏิเสธว่าหากเขาเห็นเธอเจ็บ เขาจะไม่รู้สึกแย่ เพื่อไม่ให้ยอมรับว่าเขายังลืมความทรงจำดี ๆ ในวันเก่าไม่ได้ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรกับเขาไว้ก็ตาม
ใช่ เขาพยายามบอกตัวเองแบบนั้น ทั้งที่รู้ว่าความพยายามนั้นช่างไร้ค่า
ณ ตอนนั้น เขารู้มาตลอดว่าเขาไม่มีวันหลอกตัวเองได้สำเร็จ ลึกลงไปในหัวใจที่แตกร้าวของเขา มันยังคงเต้นเพื่อเธอ ผู้หญิงที่ครั้งหนึ่งได้บีบมันแหลกคามือของเธอเอง และตอนนี้ ความคิดของเขาก็ได้รับการพิสูจน์อย่างเป็นทางการแล้ว เขาคิดถูกมาตลอด เมื่อเธอเจ็บ เขาก็เจ็บ
บางทีถ้าเขาหาข้ออ้างดี ๆ ได้สักข้อ เขาอาจแวะไปดูเธอได้ง่ายขึ้น บางทีน่ะนะ
แสงในดวงตาเธอดับมืดไป
เธอดูไร้ชีวิต นั่นคือสิ่งแรกที่ผุดขึ้นมาในใจเขาเมื่อก้าวเข้ามาในห้องของเธอและได้มองหน้าเธอเป็นครั้งแรกหลังจากสิ่งที่เกิดขึ้น
เธอจ้องมองกลับมา เขาคงจะดีใจไม่น้อยหากได้เห็นแม้เพียงความรำคาญใจน้อยนิดในดวงตาสีน้ำตาลอ่อนคู่นั้น แต่นี่เขากลับมองไม่เห็นอะไรเลย ช่างว่างเปล่า ไร้วิญญาณ ไร้ความรู้สึก
ฮีแจยื่นขวดไวน์และแก้วสองใบมาด้านหน้าราวกับเป็นสนธิสัญญาสงบศึกว่าเขามาดี นี่แหละข้ออ้างสุดแสนจะชาญฉลาดของเขาที่เป็นของรักของหวงและแพงหูฉี่เสียด้วย เขาค่อย ๆ นั่งลงบนเก้าอี้สีแดงตัวเก่งของเธอ และเปิดจุกคอร์กขวดไวน์ออก รับรู้ได้ว่าเธอกำลังมองเขาอยู่ในทุกขณะ
"ได้ยินว่าคุณยังไม่เลิกงาน" เขามองเธอ ไม่ปล่อยให้ความกังวลแม้เพียงนิดปรากฏบนใบหน้าตัวเอง บางที อาจเป็นเพราะเธอเคยพูดแบบนั้นก็เป็นได้ รักษาศักดิ์ศรีต่อไป เขาจำทุกคำที่เธอพูดได้จริง ๆ นั่นแหละ
สายตาของเธอเคลื่อนจากเขามาที่เครื่องบรรณาการ เธอเอื้อมคว้าขวด รินใส่แก้วตัวเอง และยกมันขึ้นจรดริมฝีปาก ประหนึ่งว่าเขาไม่ได้นั่งอยู่ตรงนั้นด้วย เขาไม่ถือหรอกนะ เขากลับยิ้มน้อย ๆ ด้วยซ้ำที่เห็นว่าส่วนหนึ่งของจองกึมจาค่อย ๆ กลับมาแล้ว
"ดูเหมือนว่าผมจะคิดถูกแล้วมั้ง" ใช่ ข้ออ้างของเขาได้ผล ได้เวลาเดินหน้า "ผมเจอพ่อคุณตรงทางเดินด้วย"
เธอหันกลับมาจ้องเขา ภายใต้ความเหนื่อยล้านั้น เขาไม่อาจหยั่งรู้ได้ว่าเธอคิดอะไรอยู่ แต่เขาจะต้องรู้มากกว่านี้ เขาต้องรู้มากกว่านี้จึงจะสามารถช่วยเธอได้ เขาจึงไม่ถอย มองเธอกลับด้วยสายตาแน่วแน่ เพื่อบอกให้เธอรู้ว่า เธอต้องพูดอะไรสักอย่าง
"ฉันไม่มีพ่อสักหน่อย"
นั่นคือคำตอบของเธอ เขาถอนหายใจ ครั้งนี้ไม่ใช่เพราะความกังวล แต่เพราะความโล่งอก อย่างน้อย เขาก็ได้ยินเสียงเธอแล้ว แม้จะฟังดูเหนื่อย โกรธ เกลียด เจ็บปวด หรือแม้แต่แตกสลาย แต่อย่างน้อย เธอก็เปิดโอกาสให้เขาเข้ามา
"ไม่ได้มีแค่นี้ใช่มั้ย" เธอถามต่อ
"ก็ยังมีอีกสองสามขวด" เขาตอบ สองสามขวดที่ว่านั่นเป็นสองสามขวดสุดท้ายของคอลเลกชันนี้ที่เขามี แต่ถ้ามันจะทำให้เธอรู้สึกดึขึ้นได้ สำหรับเขาก็คงคุ้มค่ากว่าไปให้คนอื่นดื่ม
เธอพยักหน้าและยกดื่มหมดแก้ว เป็นสัญญาณที่ดี เขาคิด แอลกอฮอล์ค่อย ๆ ดึงส่วนที่หายไปของเธอกลับมาทีละนิด ส่วนที่ทำให้เธอเป็นเธอ ส่วนที่ทำให้เธอเป็นจองกึมจาที่เขารู้จัก
"คือ…" เขาเดินหน้าต่อ "ถ้าคุณอยากจะพูดถึง…"
เธอหยุดนิ่ง เขาคิดว่าคงจบเพียงเท่านี้ เขาคงมาได้ไกลสุดเท่านี้ เธอจะผลักเขาออกไปอีกครั้ง ปิดประตูใส่หน้าเขา ขีดเส้นแบ่งที่ยากเกินกว่าที่เขาจะลบออก
แต่แล้ว เหนือความคาดหมาย เธอกลับพึมพำบางอย่างออกมา
"ทำไมฉันจะต้องผงะด้วย"
คิ้วของเขาย่นลง ยังไม่อยากเชื่อหูตัวเองว่าเธอกำลังพูดกับเขา
"ฉันไม่รู้ตัวเลย...ฉัน...ก้าวถอยหลังจากเขา"
เธอหยุดพัก เขาพอดูออกว่าเธอกำลังย้อนอดีต กลับไปหาตัวเธอในวันวานที่เขาไม่เคยได้พบเจอหรือทำความรู้จัก
"เรื่องมันเกิดมา 23 ปีแล้ว ไอเลวนั่นซ้อมฉันจนเกือบตาย"
เขาเบือนหน้าหนีไปขณะหนึ่ง ข่มไฟโทสะที่ลุกขึ้นมาในใจเมื่อจินตนาการเรื่องที่เธอพบเจอในอดีตอันดำมืด
เธอแค่นหัวเราะอย่างเย้ยหยัน
"ทั้งที่ผ่านมาหลายปีแล้ว" และดื่มอีกแก้ว
"ตลกดีนะ ฉันเจอทั้งพวกนักเลง พวกอันธพาล และเรื่องวุ่นวายมาตั้งเยอะตั้งแยะ ไม่เห็นจะเคยกลัวอะไร ไม่มีอะไรน่ากลัวเลยสักนิด"
เขาหายใจออกช้า ๆ โน้มตัวมาข้างหน้าเล็กน้อยเมื่อความโกรธทำให้เขานั่งไม่ติดเก้าอี้ เธอคิดอะไรของเธออยู่นะ เธอคิดจริง ๆ เหรอว่าไม่มีใครรอเธอกลับมาบ้านอย่างปลอดภัย เธอกับเขาอาจเพิ่งรู้จักกัน แต่อย่างน้อยเธอก็ยังมีจีอึนไม่ใช่หรือ
"ถ้าจะตายก็ตายไปสิ" ท่าทางตอนเธอพูดบอกให้เขารู้ว่าเธอไม่แยแสจริง ๆ นั่นทำให้เขากลัว เมื่อรู้ว่ามันช่างง่ายดายเสียเหลือเกินที่เขาอาจไม่ได้เห็นเธอเดินเข้ามาในวันพรุ่งนี้ "ฉันคิดแบบนั้นจริง ๆ นะ"
เขาจับจ้องไปที่เธอ นิ่งเงียบ
"แต่ว่า...พอได้เจอเขา...ตอนเขาเดินเข้ามาหา เขากลายเป็นคนแก่ไปแล้ว" ใบหน้าของเธออัดแน่นไปด้วยความชิงชัง แต่ไม่ใช่เพราะชายผู้นั้น เหมือนจะเป็นความชิงชังตัวเธอเองเสียมากกว่า ดวงตาเธอฉายความสมเพชตัวเอง "แต่ฉันก็ยังถอยหนีจากเขาอยู่ดี"
ฮีแจกระพริบตาถี่ อยากร้องบอกเธอเสียเหลือเกินว่านั่นไม่ใช่ความผิดเธอ ว่าเธอทำเต็มที่แล้ว ว่าใครสักคนที่เคยเจอเหมือนกับเธอคงทำแบบเดียวกันหรืออาจแย่กว่าด้วยซ้ำ แต่ท้ายที่สุด เขาก็ไม่ได้พูดมันออกไป
"สงสัยความทรงจำ...คงเป็นแบบนี้ล่ะมั้ง" เธอเอ่ยอย่างขมขื่น "ทั้งน่ากลัว ทั้งโหดร้าย"
เธอจบบทสนทนาด้วยไวน์อีกแก้ว ให้เวลาเขาคืนสติสักนิด
เขานิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่ง พยายามดับไฟในอก วางเรื่องอื่นไว้ข้าง ๆ เพื่อดึงเรื่องเธอขึ้นมาก่อนเป็นอันดับแรก
"ผม...พอช่วยอะไรคุณได้บางไหม" คำถามนั้นกลั่นออกมาจากก้นบึ้งของหัวใจเขาจริง ๆ เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อไป นี่ไม่เหมือนคดีใด ๆ ที่เคยทำ เพราะเหตุนี้ เขาถึงต้องกันความรู้สึกส่วนตัวออกไปจากทุกคดี ไม่เช่นนั้น มันก็จะย้อนกลับมาถาโถมเข้าใส่ตัวเขาเองแบบนี้อย่างไรล่ะ
"แค่อยู่ตรงนี้ก็พอ"
เขาไม่เคยคาดหวังว่าจะได้ยินเธอเอ่ยคำนี้ ทั้งยังเอ่ยด้วยเสียงสั่นเครือนั้น
"แต่อย่าคิดไปไกลล่ะ" เธอรีบปิดช่องว่างก่อนที่เขาจะทันได้พูดอะไร หรือแม้แต่หวังอะไร "เพราะฉันไม่ได้คิดจะกลับไปเริ่มใหม่กับคุณหรอก"
เจ็บ แต่ไม่เป็นไร เขาบอกตัวเองแบบนี้เสมอเวลาเธอทำเขาเจ็บ ไม่เป็นไร
"ตอนนี้...คุณเป็นห่วงความรู้สึกตัวเองก่อนดีกว่า" เขาตอบ "ส่วนของผม...เดี๋ยวผมจัดการเอง" และจริงอย่างที่พูด เขากำลังจัดการกับหัวใจตัวเองอยู่ เมื่อเห็นดวงตาของเธอแดงระเรื่อ รื้นหยาดน้ำตาที่เธอกลั้นไว้ไม่ให้ไหลริน ในเวลาที่เธอหมดเรี่ยวแรงแบบนี้ เขามองลึกลงไปในใจเธอได้ชัดเจนขึ้น เธอก็รู้สึกผิดเช่นกัน ที่ขอให้เขาอยู่เป็นเพื่อน แต่ยังยืนกรานหนักแน่นว่ารักของเธอและเขา ถ้ามันเคยมีอยู่จริง มันได้ตายไปนานแล้ว
"ถ้าคุณต้องการ" เขาโน้มมาใกล้ ไม่หวั่นกลัวว่าหัวใจจะเจ็บปวดไปมากกว่านี้ "จะหลอกใช้ผมก็ได้นะ"
แต่เขาควรจะกลัว เพราะมันเจ็บมากกว่าที่เขาคิด จนเขาต้องถอยออกมา หยิบขวดไวน์ขึ้นมาถือเล่นเพื่อปกปิดอาการปวดแปลบในใจ
"ยังไงคุณก็...เก่งอยู่แล้วนี่ เรื่องหลอกใช้ผมน่ะ" แล้วเขาก็ยิ้มให้เธอทั้งอย่างนั้น ตั้งใจว่าจะยิ้มให้กำลังใจ แต่กลับกลายเป็นยิ้มที่บิดเบี้ยวไปเสียนี่ "คืนนี้ผมจะยอมให้"
เธอจ้องมอง ไม่ไหวติง อาจเป็นเพราะหัวใจของเธอกำลังพังทลายจากเรื่องที่เกิด เขาจึงไม่อาจรับรู้ได้ว่าแท้จริงแล้วเธอคิดอย่างไรกับข้อเสนอของเขา
"เอาอีกสักขวดเนอะ" เขารีบเปลี่ยนเรื่อง เขาเป็นใครกันถึงกล้าหวังลม ๆ แล้ง ๆ ว่าเธอจะตอบรับข้อเสนอ นี่ใคร จองกึมจาของเขานะ จองกึมจาที่ไม่เคยต้องยืมไหล่ของใครพิง ไหล่ของเขาเองก็ไร้ค่าสำหรับเธอเช่นกันนั่นแหละ ดังนั้น เมื่อน้ำในตาของเธอทำท่าจะหยดลงจริง ๆ เขาจึงลุกขึ้น แล้วเดินไปที่ประตูเพื่อไปเอาเสบียงมาเพิ่ม ให้เวลาเธอได้หายใจหายคอและรักษาแผลตัวเอง
"ก็ได้"
เขาหยุดนิ่ง ไม่กล้าแม้แต่จะหันไปมอง เขาไม่ได้หูฝาดไปใช่มั้ย
"ฉันจะหลอกใช้คุณ"
เมื่อเขาหันกลับมา เธอก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ดวงตาของเธอเต็มเปี่ยมไปด้วยความรู้สึกมากมาย ความเหนื่อยล้า ใช่ เขาเห็นอยู่ ความเจ็บปวด แน่ล่ะ นั่นไง แต่สิ่งที่เขาไม่แน่ใจว่าเขาเห็นในดวงตาคู่นั้นจริง ๆ หรือไม่ คือความโหยหา ความโหยหาที่ครั้งหนึ่งเขาเคยเห็นยามเธอและเขายังมีกันและกัน ความโหยหาที่แต้มอยู่บนดวงตาสีน้ำตาลบริสุทธิ์ของเธอในทุก ๆ ครั้งที่เธอและเขาพบกันหลังจากไม่ได้เจอหน้ากันนานเกินไป ความโหยหาที่ทำให้เขาเชื่อหมดทั้งใจว่าเธอคือคนที่เขาตามหาและจะเป็นคนสุดท้ายของชีวิต แต่ครั้งนี้ ความโหยหานั้นรุนแรงกว่าครั้งไหน ชัดเจนกว่าครั้งใด และจริงใจกว่าที่เคย ราวกับมันกลั่นออกมาจากใจของเธอจริง ๆ ราวกับเธอยังมีใจให้เขา
สายตาของเขาโหดร้ายพอที่จะหลอกเขาเป็นครั้งที่สองหรือเปล่านะ
น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตาคู่งามที่ใสดุจแก้ว กระจกที่สะท้อนใบหน้าของเขา เขาไม่แน่ใจว่าเธอจะ 'หลอกใช้' เขาอย่างไร แต่คำตอบรอคอยเขาอยู่หลังถ้อยคำที่เธอเอื้อนเอ่ยแล้ว
"เรื่องในคืนนี้ไม่เคยเกิดขึ้นนะ"
สำหรับเธอ เขาไม่รู้หรอก แต่สำหรับเขา ณ ตอนนั้น วินาทีที่ริมฝีปากของเธอสัมผัสกับริมฝีปากของเขาอีกครั้ง เขารู้เพียงแค่ว่า เขาจะจดจำราตรีนี้ไปชั่วชีวิต
จบแล้วมาคุยกันได้น้าาา เราเหงา 555
