"สวัสดีมนุษย์ เจ้าตายแล้วรู้ตัวหรือยัง?"

หญิงสาวและเสียงเล็กๆเหมือนกับกับเด็กสิบขวบของเธอดังก้องโสตประสาทของเขาเหมือนเสียงจากไมโครโฟน แต่เสียงของเธอนี้ไม่มีสิ่งใดเลยที่ขาสนใจฟัง เมื่อคำว่า 'ตาย' ปรากฏออกมา เขามองใบหน้าของเธอด้วยแววตาระแวดระวัง คนปรกติที่ใหนจะมาพูดกับคนเป็นว่าตายไปแล้ว ถ้าเขาตายจริงคงไม่มานั่งอยู่ตรงหน้าเธอแบบนี้หรอก

"สาวน้อยจะล้อเล่นก็ให้มันน้อยๆหน่อยสิ" หญิงสาวยิ้ม

"นี่คุณเอาแต่คิดเองเออเองอยู่คนเดียวไม่มองรอบข้างซะเลยนะ"

เหมือนมีอะไรมากระตุ้นสมองจู่ๆเขาก็รู้สึกตัวว่าไม่ใด้สนใจสิ่งรอบข้างเลยแม้มันจะแปลกประหลาดมากก็ตาม

"เธอเป็นตัวอะไรกันแน่!"

สีขาวไร้ที่สิ้นสุด ไม่มีสิ่งใดเลยนอกจากสีขาว เขาอยู่ในสถานที่แปลกประหลาดขนาดนี้แต่ไม่เอะใจเลยแม้แต่น้อย นั่นหมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นอยู่กับเธอคนนี้

"ไม่ถามว่าเป็นใคร แต่ถามว่าเป็นตัวอะไรช่างเสียมารยาทเสียจริง"

เขาไม่ตอบกลับมาทันที สายตาเลี้ยวไปด้านข้าง คิ้วขมวดเข้าหากันเป็นเชิงว่ากำลังแยกแยะข้อมูล

"เธอเองก็ทำตัวเสียมารยาทด้วยไม่ใช่เหรอ ทั่งพูดเรื่อง 'ตาย' ต่อหน้าฉัน ทั้งเรื่อง ยุ่งกับสมองของฉันด้วย"

"อันที่จริง ดิฉันไม่ใด้ยุ่งกับสมองของคุณเลยนะ เพราะสมองของคุณตายไปพร้อมกับชีวิตของคุณแล้ว"

"งั้นจะอธิบายทั้งหมดนี้ใด้ยังไง สถานที่แปลกประหลาดแบบนี้ถ้าตามสามัญสำนึก ถ้าไม่ใช่เครื่องจักรที่ออกแบบมาเพื่อยุ่งกับสมองแล้วมันไม่ทีทางทำแบบนี้ใด้แน่"

ในบ้านเกิดของเขามีเทคโนโลยีหลายอย่างที่สามารถยุ่งกับสมองของมนุษย์ใด้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเล่นเกม-อุปกรณ์ควบคุมเครื่องจักรด้วยสมอง-หรือแม้เครื่องอ่านความทรงจำที่ใช้กับนักโทษ แต่ๆ…มันมักจะมีเครื่องอ่านความทรงจำบางเครื่องที่หายไปอย่างไม่ทราบสาเหตุ สุดท้ายที่ๆเจอก็เป็นรังของพวกมิจฉาชีพหรือไปก็ของพวกองกรค์อาชญากรต่างๆ หากคาดเดาถูกต้องเขาคงติดอยู่ในที่ใดที่หนึ่งระหว่างสองที่นี้แน่

"พวกสิ่งมีชีวิตมีสติปัญญาที่ดำรงอยู่ในสามมิติก็เป็นแบบนี้ตลอด ถ้าเจออะไรที่ไม่เกี่ยวข้องกับความรู้ของตนเองก็…ไม่เชื่อเลยสักนิด แต่ช่างมันเถอะยังไงก็เป็นสิ่งมีชีวิตมีสติปัญญาสามารถเรียนรู้ใด้อยู่แล้ว"

โทนเสียงของเธอเปลี่ยนไป จากเสียงเล็กๆที่ดูเหมือนเด็กหญิงสิบขวบพูดใส่ไมโครโฟนเปลี่ยนไปเป็นเสียงโทนต่ำของเด็กหญิงที่กำลังแสดงความไม่พอใจอย่างเงียบๆ

"ฉันบอกให้อธิบายมาทั้งหมด ทั้งเรื่องที่เธอเผลอพูดมาเมื่อกี้ด้วย"

เขาพูดย้ำอีกครั้ง ถึงแม้จะกังวลว่าจะรอดจากที่นี่ไหมแต่นิสัยความอยากรู้อยากเห็นมันก็แก้ไม่หาย

"ตายจริง ดูเหมือนคุณอยากจะใด้คำอธิบายมากสินะ"

หญิงสาวยิ้มกลุ้มกริ่ม

" คำตอบหน่ะคุณก็น่าจะคิดใด้อยู่แล้วไม่ใช่เหรอ เรื่องของความเพ้อฝันที่กลายเป็นจริงหน่ะ"

"จะให้เรียกเธอว่าเทพธิดาก็เรียกไม่ลง คนเขายังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ดันมาถามว่า 'รู้ตัวหรือยังว่าตาย' แบบนี้ใครเขาจะพูดกันตรงๆหล่ะ"

"มันก็ขึ้นกับแต่ละคน ถ้าคนที่ฉันคุยด้วยเป็นคนแบบไหนฉันก็ตอบไปแบบนั้นแหล่ะ"

เรื่องของความเพ้อฝันที่กลายเป็นจริงไม่เหมือนในนิยาย แม้แต่ตัวของเทพธิดาที่ควรต้อนรับผู้มาเยือนด้วยความอบอุ่นกลับกลายเป็นอะไรไปไม่รู้

เขาถอนหายใจ

"แล้วไอ้เรื่องความเพ้อฝันที่กลายเป็นจริงมันจะมีจริงเหรอ? ไม่ใช่ว่าเธอแค่ใช้คอนเซปของมันเท่านั้น"

"มีจริงสิ 'ต่างโลก' หน่ะมีอยู่จริง"

ความเพ้อฝันที่กลายเป็นจริง 'ต่างโลก' ใด้มาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว เรื่องราวของใครสักคนที่ 'ตาย' แล้วถูกส่งไปมิติอื่นโดยสิ่งมีชีวิตที่เรียกตนเองว่า 'เทพ' นั่นแหล่ะเรียกว่าไปต่างโลก เมื่อสิ่งมีชีวิตระดับจักรวาลอย่างเทพส่งคุณไปพร้อมกับพลังที่สามารถใช้ชีวิตในต่างโลกใด้มันก็เหมือนกับฝันเป็นจริง

"แต่คงไม่เหมือนที่คิดเอาใว้ ใช่ไหม?"

"ใช่แล้วหล่ะ ตอนนี้เราเเจอกันมามากพอแล้วไปเกิดใหม่ซะ"

"เดี๋ยวก่อน!..ตกลงมันเป็นเรื่องจริงเหรอ"

"ก็ใช่หน่ะสิ ถึงฉันจะทักทายแบบเทพธิดาที่ไม่ปรกติแต่ยังไงดิฉันก็คือสิ่งมีชีวิตระดับจักรวาลที่เรียกตนเองว่า 'เทพ' เลยนะ"

"มันเหนือจริงเกินไปเหมือนกับฝันอยู่"

"มันไม่ใช่ฝันหรอก ถ้าฉันปรากฏตัวของมาด้วยร่างจริงแม้สมองมนุษย์จะมีพลังประมวลมากแค่ไหนยังไงก็ไม่สามารถทำความเข้าใจรูปร่างที่แท้จริงของฉันใด้ค่ะ เพราะว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ดำรงอยู่ในสามมิติไงหล่ะค่ะ"

เธอพูดถูกสมองมนุษย์รับรู้ใด้แค่สามมิติเพราะงั้นจึงใช้ร่างของเทพธิดาเพื่อง่ายต่อการสื่อสาร

"ใช่…มันไม่ใช่ฝันแต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะต้องมาตายทั้งๆที้ยังทำความฝันไม่สำเร็จ"

เธอเบิกตากว้างเป็นเรื่องหายากที่มีคนยึดติดกับความฝันของตนเองแทนที่จะฝันถึงชีวิตในต่างโลก

"ความฝันของคุณ เท่าที่ฉันตรวจสอบมามันค่อนข้างห่างไกลจากความสำเร็จมาก ถ้าคุณยังมีชีวิตอยู่คิดว่าจะทำใด้เหรอ?"

"ถ้ายังมีชีวิตอยู่อะไรก็เกิดขึ้นใด้ ฉันจะไม่ยอมแพ้หรอก"

แม้อยู่ไกลเกินเอื้อมแต่จิตใจของเขาก็ผูกติดกับดวงดาว

"เข้าใจแล้ว"

ดวงตาของเธอเริ่มเรืองแสงสีขาว

"ฉันเห็นในความทรงจำของคุณ ถ้าความฝันของคุณมีเส้นทางที่ยาวนานคุณก็ไม่ลังเลเลยที่จะวางแผนเสริมร่างกายตนเองเพื่อที่จะทำความฝันให้สำเร็จ แม้ว่าเวลาจะผ่านไปเป็นทศวรรษก็จะทำให้ใด้ ฉันนับถือคุณจริงๆ มนุษย์ เสียดายที่ตายไวไปหน่อย ถ้าอย่างนั้นฉันจะเปลี่ยนพิกัดต่างโลก จากโลกแห่งเวทย์มนต์แฟนตาซีเป็นโลกที่เวทย์มนต์ถูกทำใหกลายเป็นเทคโนโลยีที่มีอยู่จริงในช่วงต้นศตวรรษที่21 เพิ่อที่คุณจะใด้ทำความฝันของตนเองให้สำเร็จง่ายมากขึ้น" อีกทั้งยังมีอะไรน่าสนุกให้ดูด้วย อันนี้เธอไม่ใด้พูดออกไป

"นั่นเป็นความประทับใจในแบบของเธอเหรอ"

"ใช่…งั้นขอให้โชคดี โลกที่คุณกำลังไปเป็นโลกที่เวทย์มนต์ถูกยอมรับโดยวิทยาศาสตร์ แต่ก็มันก็ทีความไม่แน่นอนมากมาย เพราะฉะนั้นอย่าอายุสั้นหล่ะ"

"คุณก็เช่นกัน" แสงสีขาวโอบล้อมเขาและทุกสิ่งทุกอย่างก็สิ้นสุดลง

"รู้แล้วน่ามนุษย์"

มองไปที่กระจกด้านหน้าเด็กชายอายุไม่เกินสองขวบจ้องมองรูปลักษณ์ใหม่ของเขาด้วยความสนใจ สีหน้าและแววตายังคงนิ่งเรียบตามฉบับคนเคร่งครึมเหมือนเดิม โครงหน้าใด้รูป ผิวสีแทนสว่าง นัยน์ตามีสีเขียวแก่เหมือนใบสนส่วนผมก็มีสีน้ำตาลมืดหมือนต้นสนอีก รวมๆแล้วทั้งสีหน้าและสีตา-สีผมทำให้เด็กคนนี้ดูเหมือนตัวตนแห่งป่าในโลกเวทย์เวทย์มนต์แฟนตาซี เธอคนนั้นที่ส่งเขามาที่นี่ประทับใจในความพยายามทำความฝันของเขาให้เป็นจริงเพราะฉะนั้นเธอจึงเปลี่ยนพิกัดต่างโลกจากโลกแห่งดาบและเวทย์มนต์เปลี่ยนมาเป็นโลกที่เวทย์มนต์กลายเป็นเทคโนโลยีที่สามารถใช้งานใด้จริงส่วนรายระเอียดที่เหลือยังรวบรวมข้อมูลไม่ใด้เพราะร่างกายยังเติบโตไม่เพียงพอ ปีนี้คือปีคริตธศักราชที่2080อีกยี่สิบปีจะเริ่มต้นศวรรษที่22 เทคโนโลยีมาไกลมากเหมือนที่คิดเอาใว้เลย อยากโตใวๆซะแล้วสิจะไปสำรวจเทคโนโลยีใหม่ๆใด้เร็วขึ้น

"อ่ะ!...อยู่ตรงเหรอฮาจิเมะ อยากดูความหล่อของตัวเองก็ไม่บอก" อเลฮานดร้า แม่ของเขาในชาตินี้เธอทั้งมีรูปร่างที่ดีและสูงเกือบ200เซนติเมตร สงสัยจังว่าคนลูกจะสูงใด้มากแค่ใหนกันจะดูเหมือนยักษ์ท่ามกลางคนตัวเล็กหรือเปล่า เธออุ้มเขาขึ้นมาที่หน้าอกของตัวเอง เขาหรือชื่อในชาตินี้ 'โยมิคาว่า ฮาจิเมะ' แทบจะขัดขืนไม่ใด้เมื่อความอยากนมตามอายุเข้าครอบงำ กินให้หมดอย่าให้เหลือเพื่อร่างกายที่แข็งแรงและเพื่อขอบคุณ คุณแม่อเลฮานดร้าที่คลอดเขาออกมาด้วย

5ปีต่อมา 2085 A.D.

เด็กชายห้าขวบที่ตัวโตเกินวัยกำลังนั่งจ้องคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะของเขาอยู่ในห้องของตัวเอง ตาสีเขียวเข้มเหมือนใบสนจับจ้องข้อมูลบนหน้าจอและทำความเข้าใจมันอย่างรวดเร็ว เป็นเรื่องน่าทึ่งที่ 'เวทย์มนต์' ถูกโยงเข้ากับวิทยาศาสตร์ใด้อย่างน่าสนใจ สิ่งนี้จะช่วยให้เขาค้นพบเส้นทางไปสู่เป้าหมายมากยิ่งขึ้น อวกาศดินแดนอันแสนห่างไกลที่มนุษย์ยากจะพิชิตด้วยเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันแต่ฮาจิเมะไม่อยากรอช่วงเวลาในอนาคตเพราะตอนนั้นเขาคงแก่แล้ว เพื่อทำความฝันให้เป็นจริงเขาจึงสร้างหลายสิ่งหลายอย่างที่จำเป็นต่อการพิชิตอวกาศไม่ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ต้านแรงโน้มถ่วงหรือวัสดุใหม่ๆ เขาใกล้ทำสำเร็จแล้วแต่โชคชะตาดันเล่นตลก เขาตายก่อนที่จะเห็นยานลำแรกที่ติดตั้งเครื่องยนต์แรงโน้มถ่วงด้วยซ้ำ เหมือนจะหมดหวังแต่ก็ไม่ เขาใด้เกิดใหม่ในโลกที่เอื้อกับการพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศมากขึ้นกว่าเดิม ด้วยเวทย์มนต์อดีตเรื่องเล่าในนิทานปรัมปราที่กลายเป็นความจริงในช่วงต้นศวตวรรษที่21จะเป็นส่วนสำคัญที่จะสร้างความฝันของเขาให้เป็นรูปเป็นร่าง อุปสรรคอย่างเดียวที่ต้องเจอเลยก็คือความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังครุกกรุ่นอยู่จนถึงทุกวันนี้แม้สงครามโลกครั้งที่สามจะจบลงแล้วก็ตาม

ฮาจิเมะปิดหน้าต่างข้อมูลเวทย์มนต์แล้วเปิดโปรแกรมออกแบบขึ้นมาแทน เพื่อความปลอดภัยต่อเส้นทางสู่ความฝัน เขาจำเป็นต้องมีพลังมากกว่านี้เพื่อปกป้องตนเองจากใครก็ตามที่คิดร้ายต่อเขาและครอบครัว เพราะถ้าจะทำตามความฝันคงดึงดูดพวกบ้าอำนาจไม่น้อยไปกว่ามดดึงดูดน้ำตาล เพราะฉะนั่นสิ่งจำเป็นที่ต้องในอนาคตเลยก็คือ เวทย์มนต์ เทคโนโลยีและกองทัพจักรกลนับแสนสำหรับป้องตัวเอง นี่แม้จะต้องเริ่มต้นใหม่อีกครั้งไม่เป็นไรเพราะว่าไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นเขาก็จะต้องทำความฝันให้สำเร็จ

ฮาจิเมะเกิดในครอบครัวที่ดีและเป็นครอบครัวจอมเวทย์ธรรมดาๆที่สามารถพบเห็นใด้ทั่วไป พ่อของเขาเป็นคนญี่ปุ่นแท้ๆส่วนแม่เป็นคนที่อพยบมาจากบราซิลเพื่อหวังจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ญี่ปุ่น เธอมีความสุขกับที่นี่มากกว่าที่บราซิลซะอีกเพราะครอบครัวเดิมของเธอที่เป็นครอบครัวคนรวยในบราซิลกลับเกลียดเธอด้วยเหตุผลที่ว่าเธอนั้นเป็นลูกนอกสมรสซึ่งถูกนำเข้าบ้านเพียงเพราะพ่อของเธอต้องทำเพื่อแสดงความรับผิดชอบเท่านั้นซึ่งเหมือนรับเข้ามาเป็นคนใช้มากกว่ารับมาเป็นลูก ในท้ายที่สุดเธอจึงหนีออกจากบ้านแล้วย้ายไปญี่ปุ่น ตอนแรกเธอมีสถาณะเป็นบุคคลที่เข้าประเทศมาเพื่อทำงานเท่านั้นแต่เมื่อเธอถูกตรวจพบว่ามีศักยภาพทางเวทย์มนต์สูง เธอจึงใด้รับข้อเสนอที่จะสามารถรับสัญชาติญี่ปุ่นใด้หากอยู่อาศัยที่นี่และมีลูกกับจอมเวทย์ในประเทศ หลังจากนั้นไม่นานคุณแม่กับคุณพ่อก็พบเจอกันและแต่งงานกันด้วยความรัก ถึงแม้ทางประเทศจะมองว่าDNAของเธอมีค่าต่อการผลิตจอมเวทย์รุ่นใหม่ซึ่งถูกมองโดยบางคนว่าเป็นเพียงอาวุธมีชีวิตคนใหม่ก็เถอะแต่ทั้งพ่อและแม่ก็ไม่ใด้ใส่ใจจุดนั้นเลยแม้แต่น้อย อืม…..อย่างที่เทพธิดาบอดจริงๆมันไม่ราบรื่นอย่างที่คิดเลยสักนิด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาฮาจิเมะก็ใด้ฝึกฝนเวทย์มนต์อย่างต่อเนื่องเพื่ออนาคตของเขา เวทย์ที่ถนัดเป็นพิเศษคือเวทย์ที่เกี่ยวกับไฟฟ้าและอณุภาคขนาดเล็ก มีข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับเวทย์มนต์ซึ่งเขายังไม่เคยใด้รับคำตอบ แต่ส่วนใหญ่เขาอยากใช้เวทย์ในการวิจัยเทคโนโลยีอวกาศมากกว่าวิจัยเวทย์มนต์ซะอีก

[แม่ผมอยากไปดูโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือถ้าให้พาไปแลพด้วยก็ใด้]

ภายในห้องส่วนตัว ฮาจิเมะคุยกับคุณแม่อเลฮานดร้าผ่านแชทในโทรศัพท์มือถือ

[…?...]

[…หืม..เบื่องั้นเหรอ งั้นเดียวมีเวลาว่างเดี๋ยวพาไปดูด้วยก็ใด้]

[ผมไม่ใด้อยากไปเที่ยวนะ อยากไปดูงานต่างหาก เพื่อไปดูว่าสามารถทำอะไรกับเครื่องใช้ไฟฟ้าใด้บ้าง]

[ปล.หมายถึงในอนาคตผมอยากจะออกแบบเครื่องใช้ไฟฟ้าด้วยตนเองหน่ะ]

[ฟังดูเหมือนอยากจะสร้างอะไรที่ใหญ่กว่านั้นนะ อย่างหุ่นยนต์สูงยี่สิบเมตร หรือ ยานอวกาศ] ..!..ฮาจิเมะสะดุ้ง แม่รู้ใด้ไงว่าเราอยากสร้างยานอวกาศ ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่เคยพูดให้ฟังหรือวาดแบบแปล- อ้อ..แบบแปลนนี้เองบางทีเธออาจจะเห็นแบบแปลนชุ่ยๆที่เราเคยวาดใว้ในห้องก็ใด้แต่ตอนใหนหล่ะ? ไม่ว่าฮาจิเมะจะคิดยังไงเขาก็คิดไม่ออก และใด้แต่คิดจนปวดหัวกับเองว่าแม่รู้ใด้ไง

ติ๊ง! เสียงแชทดังขึ้นอีกครั้งหลังห่างหายไปนาน

[เอ้า ทำไมเงียบหล้า]

เมื่อเห็นแบบนั้นเขาลังเลอยู่พักนึง ก่อนจะตัดสินใด้ว่าควรบอกแม่ไปตรงๆเลยดีกว่า บางทีแม่อาจบอกก็ใด้ว้ารู้ตอนใหน

[แม่รู้ใด้ไงว้าผมอยากสร้างยานอวกาศ]

[จริเหรอ เยี่ยมเลยมีความฝันที่มากสักวันลูกต้องประสบความสำเร็จแน่]

[…..] เชี่ย!! นี่คิดไปเหรอเนี่ย ที่แท้ก็ยังไม่รู้แต่ดันมโมไปไกล

[ฮาจิเมะ]

[ครับ]

[ก่อนอื่นขอถามอะไรก่อน มันเป็นคำถามเกี่ยวกับความฝันของลูกหน่ะ ถ้าตอบเดี๋ยวแม่จะพิจารณาให้ลูกไปดูโรงงานผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าให้]

[ใด้เดี๋ยวผมตอบให้]

[ลูกแน่ใจใช่ไหมว่าจะไปให้ถึงที่สุด]

คุณแม่อเลฮานดร้าดูคนเป็น เธอรู้ว่าแต่ละคนเป็นยังไงและต้องการอะไร เมื่อใด้คุยกันไม่กี่สิบนาทีความน่าจะเป็นส่วนหนึ่งก็ถูกรวบรวมใว้ในหัวเธอแล้ว และยิ่งเป็นคนที่อยู่กับเธอมาทั้งชีวิตคงรู้เกือบทุกอย่าง แม้จะไม่ใด้รู้เกี่ยวกับลูกชายของตัวเองอย่างทะลุปุโปร่งแต่ก็รู้มากพอที่จะคาดเดาความต้องการใด้

[แน่นอนสิ]

หลังจากการคุยผ่านแชทในวันนั้นใช่คุณแม่จะปล่อยให้เขาไปที่โรงงานอย่างอิสละในทันทีแต่เอาไปฝากกับทีมวิศวกรเล็กๆก่อนเพื่อใด้สร้างผลงาน ซึ่งเขาก็ไม่ใด้ทำให้ผิดหวังผลงานชิ้นแรกเป็นไม่ใช่เครื่องใช้ไฟฟ้าหรือเทคโนโลยีกลไกลใดๆแต่เป็น 'วัสดุ' ชนิดใหม่ซึ่งทนทานความร้อนมหาสาร มันถูกสร้างด้วยเวทย์แปรรูปของเขาซึ่งเป็นเวทย์ต้นฉบับของเขาเอง ตอนแรกเขาไม่คิดว่ามันไม่น่าเป็นผลงานสักเท่าไหรเพราะเมื่อเทียบกับวัสดุที่วางแผนจะใช้สร้างยานอวกาศในชาติก่อนแล้วนี้มันก็แค่เศษเหล็ก แต่ดูเหมือนลูกทีมจะไม่คิดอย่างนั้น กลับกันพวกเขากลับคิดว่ามันเป็นผลงานที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องวัสดุในการสร้างไปเลยต่างหาก

สิ่งนี้เป็นเครื่องพิสูจณ์ใด้ว่าเขาอาจหมกหมุ่นกับเรื่องอวกาศมากเกินไปจนลืมเรื่องมาฐานไปเกือบหมดก็เป็นใด้ ด้วยความอัจฉริยะและความคิดสร้างสรรค์ไม่เหมือนใครเขาจึงถูกเครารพโดยลูกทีมแม้จะมีอายุมากกว่าก็ตาม ด้วยเหตุนี้การวางแผนเพื่อปูทางสู่งอวกาศจึงเริ่มต้นขึ้นด้วยการที่คุณแม่สร้างบริษัทไหม่ให้เขาบริหารเองซะเลย ซึ่งเมื่อมันเปิดตัวมาพร้อมกับเทคโนโลยีแบบใหม่มันก็กลายเป็นจุดสนใจในเกือบทันทีไม่ว่าจะเป็น เครื่องบินขึ้นลง-ดิ่งที่เสียงเครื่องยนต์เงียบที่สุด พลาสม่าเจ็ททีให้พลังมากพอจะผลักรถถังให้ลอยขึ้นใด้ เครื่องต้านแรงถ่วงที่กำลังพัฒอยู่หรือแม้แต่หุ่นยนต์ยักษ์สูงยี่สิบเมตรที่จะกลายเป็นหนึ่งในอาวุธสำคัญในสนามรบในอนาคตและของน่าสนใจอื่นๆอีกมากมาย และที่หัวเรือของบริษัทนี้ก็คือCEOผู้ลึกลับซึ่งใช้โค้ดเนมว่า 'อิคารัส'

อิคารัส CEO ของ อิคารัส เทคโนโลยี ใด้รับความสนใจอย่างทั่วถึงเนื่องจากความล้ำหน้าจากเทคโนโลยีในยุคนี้ไปหลายสิบปีราวกับว่าอนาคตใด้มาถึงเร็วกว่าที่คาดใว้แต่มันจะเป็นอนาคตแบบำหนมันก็อีกเรื่องหนึ่ง บางครั้งก็โดนเปรียบเทียบกับทอรัส ซิวเวอร์บ้างแต่เขาไม่สนใจ เพราะแผนสู่อวกาศใด้เริ่มต้นขึ้นแล้วอย่างงดงาม แต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมดอันตรายยังมีอยู่โดยเฉพาะศัตรูทางธุระกิลที่คุกคามคุณแม่บ่อยๆ จะเป็นอะไรไหมนะถ้าทำให้พวกมันหายไปแบบไร้ร่องลอย แบบนี้จะถือว่าลบสิ่งขัดขวางไปใด้หรือเปล่า